คูตี้ มีลุ้นได้เหรียญ ชปล. หากหงส์ผงาดครองแชมป์สำเร็จ

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมกเกอร์ชาวบราซิล อาจมีลุ้นได้เหรียญรางวัล หากว่า ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 แม้จะเพิ่งย้ายไปร่วมทีม บาร์เซโลน่า ก็ตาม

ภายหลังจากที่ ลิเวอร์พูล บุกไปปราบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ถึงถิ่น และเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายด้วยสกอร์รวม 5-1 ในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2018 ทำให้มองว่า “หงส์แดง” อาจมีลุ้นแชมป์รายการนี้สมัยที่ 6

ซึ่งรายงานจากสื่ออังกฤษ ก็ยังมีการพูดถึง คูตินโญ่ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติบราซิล ที่แม้ว่า บาร์เซโลน่า จะตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือ โรม่า ทว่า ก็ยังมีโอกาสได้รับเหรียญรางวัลในตำแหน่งแชมป์ หรือรองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับสโมสร ลิเวอร์พูล

เนื่องจาก คูตินโญ่ ติดลงทะเบียนลงเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถลงสนามกับ “บาร์ซ่า” ได้ในรายการยุโรป อีกทั้งยังเคยลงสนาม 5 นัด จาก 6 เกมให้ “หงส์แดง” ในรอบแบ่งกลุ่ม รวมถึงยังยิงได้ถึง 5 ประตู โดย 3 ประตูเป็นการทำแฮตทริกในนัดชนะ สปาร์ตัก มอสโก

โดยตามกฎของ “ยูฟ่า” ทีมที่รับแชมป์ และรองแชมป์จะได้เหรียญรางวัล จำนวน 40 เหรียญ โดยให้นำไปแจกจ่ายกันภายในสโมสรเอง ซึ่งหมายความว่า “คูตี้” ก็จะมีลุ้นได้รับเหรียญดังกล่าวเช่นกันหากยอดทีมจากแอนฟิลด์ไปถึงจุดดังกล่าวได้

ทว่า ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน รวมถึงสโมสร ลิเวอร์พูล ด้วยว่าจะส่งเหรียญดังกล่าวให้กับอดีตแข้งขวัญใจ “เดอะ ค็อป” หรือไม่

โด้ ซัดโทษทดเจ็บ พาชุดขาวเบียดม้าลายเข้าวิน

เกมสุดดราม่าบังเกิดขึ้นอีกครั้งในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเมื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิง เรอัล มาดริด จัดการซัดโทษทดเวลาบาดเจ็บให้ “ราชันชุดขาว” ดับความหวังเข้ารอบของ ยูเวนตุส ที่ไล่ตามมาตลอดทั้งเกม ก่อนเป็นทีมของ ซีเนอดีน ซีดาน ที่ได้ผ่านเข้าสู่ด่านถัดไปด้วยผลประตูรวม 4-3

ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก
เรอัล มาดริด 1-3 ยูเวนตุส
(มาดริด เข้ารอบด้วยประตูรวม 4-3)

เกมรอบ 8 ทีมสุดท้าย เรอัล มาดริด กลับมาเจอกับ ยูเวนตุส อีกครั้งในบ้านของตัวเองที่ ซานติเอโก เบร์นาบิว นัดแรกที่เจอกัน “ราชันชุดขาว” บุกไปเฮก่อน 3-0 ส่วนเกมนี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ แกเร็ธ เบล เป็นคู่หน้าสังหาร ส่วน “ม้าลาย” ใช้ กอนซาโล ฮิกัวอิน, มาริโอ มานด์ซูคิช และ ดักกลาส กอสต้า ทำลายล้าง

เริ่มเกมแค่ 2 นาที ยูเวนตุส เปิดฉากอย่างเร้าใจ ซามี เคดิรา เปิดตักไปเสาไกลให้ มาริโอ มานด์ซูคิช พุ่งมาโขกตาข่ายแทบขาดนำเร็ว 1-0ต่อมา นาที 13 มาดริด จะทวงคืนตีเสมอ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ล็อค 1 จังหวะแล้วยิงแต่ จานลุยจิ บุฟฟอน ยังเหนียวเซฟช่วยทีมเยือนได้

มาดริด บุกมากขึ้น นาที 29 มาร์เซโล เติมขึ้นมาด้านซ้ายแล้วซัดจังหวะสองแต่บอลข้ามคานไป แต่แล้ว นาที 37 ยูเวนตุส ลิงโลดได้เม็ดสองจากสูตรเดิม สเตฟาน ลิชสไตเนอร์ พาบอลมาเปิดไปเสาสองก่อนที่ มาริโอ มานด์ซูคิช โถมตัวโหม่ง 2-0 จบครึ่งแรกอย่างมีความหวังของทีมเยือน

ครึ่งหลัง นาที 57 มาดริด ขอทวงคืนให้ได้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ วิ่งมาถึงจุดนัดพบแล้วยิงหน้าเขตโทษแต่ จานลุยจิ บุฟฟอน ทิ้งตัวเซฟทัน แต่แล้ว นาที 61 กองเชียร์ “ม้าลาย” เฮดังสุดขีด เคย์เลอร์ นาบาส รับบอลจากลูกเปิดของ ดักกลาส กอสต้า ไม่อยู่แล้ว เบลส มาตุยดี วิ่งมากระทุ้งซ้ำเข้า 3-0 โอกาสเข้ารอบถูกจุดไฟขึ้นมาแล้ว

นาที 79 ราชันชุดขาว ยังไม่ยอมแพ้ ราฟาเอล วาราน หาช่องเติมขึ้นมาได้แล้วยิงไปที่มุมเสาสองแต่ จานลุยจิ บุฟฟอน ซูเปอร์เซฟอีก แต่ทดเจ็บ นาที 93 ดราม่าบังเกิดเมื่อ รีล มาดริด ได้จุดโทษจังหวะ เมห์ดี เบนาเทีย ไปสกัดหนักใส่ ลูคัส บาซเกซ แถม จานลุยจิ บุฟฟอน ที่ไปโวยผู้ตัดสินก็โดนใบแดงไล่ออกไปอีก สุดท้าย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดโทษผ่านมือ วอจเซียค เชสนี จบเกม มาดริด แพ้ 1-3 แต่เข้ารอบด้วยผลประตูรวม 4-3

ส่วนผลอีกคู่ บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเล่นที่บ้านใน อัลลิอันซ์ อารีนา แล้วปรากฏว่าทำอะไร เซบียา ผู้มาเยือนไม่ได้ จบเกมเสมอ 0-0 แต่ “เสือใต้” กินบุญเก่าเข้ารอบรองชนะเลิศ ด้วยผลจากนัดแรกที่บุกไปชนะมา 2-1

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
เรอัล มาดริด – เคย์เลอร์ นาบาส, มาร์เซโล, ดาเนียล คาร์บาฆัล, ราฟาเอล วาราน, เฆซุส บัลเลโร, ลูกา โมดริช, โทนี โครส, คาเซมิโร, อิสโก, แกเร็ธ เบล, คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ยูเวนตุส – จานลุยจิ บุฟฟอน, เมห์ดี เบนาเทีย, จอร์โจ คิเอลลินี, อเล็กซ์ ซานโดร, แม็ทเทีย เดอ ชีโญ่, เบลส มาตุยดี, ซามี เคดิร่า, มิราเล็ม ปานิช, ดักกลาส กอสต้า, กอนซาโล ฮิกัวอิน, มาริโอ มานด์ซูคิช

บุฟฟอน รับตบะแตก ตะคอกใส่โอลิเวอร์

จานลุยจิ บุฟฟอน ผู้รักษาประตู ยูเวนตุส เผยผ่านสื่อหลังถูกตะเพิดจากผู้ตัดสินในเกมที่แพ้ เรอัล มาดริด ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เพราะรับไม่ได้ที่ทีมตนเองเสียจุดโทษช่วงทดเวลาบาดเจ็บทั้งที่ไม่ควรเป็นจุดโทษ และตะคอกกลับอย่างรุนแรงจนถูกไล่

เกมที่ ซานติเอโก เบร์นาบิว พลพรรค “ม้าลาย” สู้สุดตัวยิงเจ้าบ้าน 3-0 มีโอกาสยื้อเข้ารอบเมื่อผลประตูรวมเท่ากัน 3-3 ทว่าดราม่าบังเกิดเมื่อ เมห์ดี เบนาเทีย ไปกระแทก ลูคัส บาซเกซ ในเขตโทษ ผู้ตัดสิน ไมเคิล โอลิเวอร์ ไม่รีรอแจกจุดโทษให้เจ้าบ้าน เล่นเอา บุฟฟอน ถึงกับวิ่งไปเถียงจนโดนใบแดงไล่ออก

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สังหารจุดโทษเลือดเย็นตุงตาข่าย ก่อนเป็น “ราชันชุดขาว” ผ่านเข้ารอบด้วยประตูรวม 4-3 ทั้งที่ในเกมแพ้ 1-3 ซึ่งหลังเกม บุฟฟอน ก็ออกมาเปิดเผยเรื่องราวระหว่างเข้าไปโต้เถียงกรรมการ โดยตนเองใช้ถ้อยคำรุนแรงใส่จนถูกไล่ออก แต่ก็ยังเชื่อมั่นเต็มอกว่านั่นไม่ควรเป็นจุดโทษเลย

อดีตนายประตูทีมชาติอิตาลี กล่าวว่า “จังหวะนั้นผมอยู่ใกล้มากพอๆกับผู้ตัดสินในเขตโทษ ผมบอกเขาว่าถ้าคุณจะแจกจุดโทษให้แบบนี้ในนาที 93 คุณมันไม่ใช่คน คุณมันคือสัตว์”

ทั้งนี้ เป็นอีกครั้งที่ บุฟฟอน ไม่ประสบความสำเร็จในการลุ้นโทรฟีถ้วยบิ๊กเอียร์ กระนั้นเจ้าตัวก็ไม่คิดมากแต่ประการใด “ผมปกติดี ชีวิตต้องเดินต่อไป บอกได้ว่ามีความสุขและภูมิใจกับเพื่อนๆทุกคนในทีม เราช่วยกันทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นในเกมนี้ แต่น่าเสียดายที่มันต้องจบแบบนี้”

ซาลาห์ ไม่ปลื้มหลัง เอฟเอ ตัดสินให้เคนได้ประตูเพิ่ม

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ตอบสนองทันควันหลังทาง พรีเมียร์ลีก ตอบรับคำอุทธรณ์มอบประตูให้กับ แฮร์รี เคน เป็นคนยิงประตูชัยพาทีมสเปอร์ส เอาชนะ สโต๊ก ซิตี้ 2-1

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เกมที่ สเปอร์ส บุกไปเอาชนะ สโต๊ก ซิตี้ ถึงสนามเบต 365 สเตเดียม 2-1 ซึ่งประตูชัยของสเปอร์สมาจากลูกฟรีคิกที่ คริสเตียน อิริกเซน เปิดด้วยขวาเสียบเสาสองเข้าประตูไป

แต่ล่าสุดทางพรีเมียร์ลีกได้เปลี่ยนผู้ทำประตูจาก อิริกเซน ไปเป็น แฮร์รี เคน ซึ่งดูจากภาพช้าบอลจากเท้าอิริกเซน ลอยไปเฉี่ยวไหล่ของเคนเล็กน้อยก่อนเข้าประตู

ส่งผลให้ เคน ยิงในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 25 ประตู ทำให้ ซาลาห์ มีเคืองเล็กน้อยเนื่องจากเป็นคู่ต่อสู้แย่งตำแหน่งดาวซัลโวของเขา โดยปัจจุบันซาลาห์ยิงไป 29 ประตู ก่อนจะโพสต์เหน็บพรีเมียร์ลีกเล็กน้อยด้วยว่า “ว้าว เคนยิงได้จริงดิ

เจ๊าแต่เข้ารอบ ปืนหืดจับตามตีเสมอ

อาร์เซนอล พลาดเก็บชัยชนะกลับบ้านหลังเจอ ซีเอสเคเอ มอสโก แสดงอิทธิฤทธิ์ความเก่งกาจในบ้านของตัวเองจนต้องไล่ตามตีเสมอ 2-2 กระนั้นก็ยังกำตั๋วผ่านเข้ารอบรองชนะเลิส ยูโรป้า ลีก ได้แบบหืดๆ ค่ำคืนวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา

ยูโรป้า ลีก
ซีเอสเคเอ มอสโก 2-2 อาร์เซนอล
(อาร์เซนอล เข้ารอบด้วยประตูรวม 6-3)

เกมนัดสองของรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซีเอสเคเอ มอสโก กลับมาเล่นในบ้านตัวเองที่ รัสเซีย เจอกับ อาร์เซนอล โดยนัดแรกที่เจอกัน “ปืนโต” ซัดชนะมาก่อน 4-1 โดยเกมนี้เจ้าบ้านมี อาห์เหม็ด มูซา กับ อลัน ซาโกเยฟ รอสังหาร ส่วนทีมเยือนงวดนี้จัด อเล็กซองเดร ลากาแซตต์, เมซุต โอซิล, แดนนี เวลเบ็ค และ อารอน แรมซีย์ ครบครัน

ครึ่งแรกยังเงียบๆกันอยู่จน นาที 21 มอสโก ปลุกความตื่นเต้นก่อน อเล็กซานดาร์ โกลอฟกิน จ่ายให้ คริสเตียน บริสโตวิช ยิงด้วยขวาแต่ออกข้าง ขณะที่ นาที 27 อาร์เซนอล ตอบโต้ บอลมาถึง อเล็กซองเดร ลากาแซตต์ เข้าเขตโทษแล้วยิงแต่เจอแข้งเจ้าถิ่นตั้งรับบล็อคไว้ก่อน

นาที 37 อาร์เซนอล หันมาเล่นลูกโด่ง เมซุต โอซิล เปิดลูกเตะมุมเข้ามา นาโช มอนเรอัล วิ่งมาโขกแต่ติดเซฟ อิกอร์ อคินเฟเยฟ ทว่า นาที 39 มอสโก เป็นฝ่ายได้เฮ คิริล นาบับกิน กระโดดโหม่งติดเซฟ ปีเตอร์ เช็ก แต่ เฟเดอร์ ชาลอฟ วิ่งมาซ้ำดาบสองที่เสาแรกให้ มอสโก นำ 1-0 และจบครึ่งแรกตามนี้

ครึ่งหลัง นาที 50 มอสโก ฮึดหนักจนได้เม็ดสอง ปีเตอร์ เช็ก ปัดลูกยิงไกลของ อเล็กซานดาร์ โกลอฟกิน ไม่พ้นระยะก่อนโดน คิริล นาบับกิน ซ้ำเข้า 2-0 แต่ นาที 75 อาร์เซนอล ที่สู้อยู่นานก็มาทวงคืนได้ แดนนี เวลเบ็ค เล่นชิ่งกับ โมฮาเหม็ด เอลเนนี แล้ววิ่งไปซัลโวตามมา 1-2

ล่วงเลยมาถึงทดเวลาบาดเจ็บ นาที 92 ปืนโต เปิดเกมสวน โมฮาเหม็ด เอลเนนี แทงขึ้นหน้า อารอน แรมซีย์ สปีดกงล้อควบไปแล้วยิงผ่าน อิกอร์ อคินเฟเยฟ 2-2 จบเกมเสมอกันแต่ทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ ไปด่านตัดเชือกเพราะประตูรวมเหนือกว่า 6-3

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
ซีเอสเคเอ มอสโก – อิกอร์ อคินเฟเยฟ, เซอร์เกย์ อิกนาเชวิช, อเล็กเซย์ เบเรซุตสกี, วาซิลี เบเรซุตสกี, คริสเตียน บิสโตรวิช, อเล็กซานดาร์ โกลอฟกิน, อลัน ซาโกเยฟ, คอนสแตนติน คูชาเยฟ, คิริล นาบับกิน, เฟเดอร์ ชาลอฟ, อาห์เหม็ด มูซา

อาร์เซนอล – ปีเตอร์ เช็ก, โลรองต์ กอสเซียลนี, โชคราน มุสตาฟี, โมฮาเหม็ด เอลเนนี, นาโช มอนเรอัล, เฮคเตอร์ เบลเลริน, แจ๊ค วิลเชียร์, อารอน แรมซีย์, แดนนี เวลเบ็ค, เมซุต โอซิล, อเล็กซองเดร ลากาแซตต์

ผลฟุตบอล ยูโรป้า ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดสอง

โอลิมปิก มาร์กเซย 5-2 ไลป์ซิก (มาร์กเซย เข้ารอบด้วยประตูรวม 5-3)
[0-1 บรูม่า น.2, 1-1 สเตฟาน อิลแซงเกอร์ (เข้าประตูตัวเอง) น.6, 2-1 บูนา ซาร์ น.9, 3-1 ฟลอรองต์ เธาวิน น.38, 3-2 ฌอง ออกัสติน น.55, 4-2 ดิมิทรี ปาเยต์ น.60, 5-2 ฮิโรกิ ซากาอิ น.94]

ซีเอสเคเอ มอสโก 2-2 อาร์เซนอล (อาร์เซนอล เข้ารอบด้วยประตูรวม 6-3)
[1-0 เฟเดอร์ ชาลอฟ น.39, 2-0 คิริล นาบับกิน น.50, 2-1 แดนนี เวลเบ็ค น.75, 2-2 อารอน แรมซีย์ น.92]

สปอร์ติง ลิสบอน 1-0 แอตเลติโก มาดริด (แอต.มาดริด เข้ารอบด้วยประตูรวม 2-1)
[1-0 เฟรดี มอนเตโร่ น.28]

ซัลส์บวร์ก 4-1 ลาซิโอ (ซัลส์บวร์ก เข้ารอบด้วยประตูรวม 6-5)
[0-1 ชิโร อิมโมบิเล น.55, 1-1 มูนัส ดาบูร์ น.56, 2-1 อามาดู ไฮดารา น.72, 3-1 ฮวาง ฮี-ชาน น.74, 4-1 สเตฟาน ไลเนอร์ น.76]

โมราตา เผยอาการเจ็บทำให้ฟอร์มไม่เปรี้ยงเหมือนเคย

อัลบาโร่ โมราต้า กองหน้าของ เชลซี กล่าวโทษอาการบาดเจ็บบริเวณแผ่นหลังเรื้อรังของตัวเอง ว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างเต็มที่สำหรับการย้ายมาเล่นในศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ฤดูกาลแรกตั้งแต่ซัมเมอร์ปีที่แล้ว

กองหน้าทีมชาติสเปน เก็บข้าวของย้ายจาก เรอัล มาดริด มาพิสูจน์ตัวเองบนเวที พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ กับ เชลซี ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร 58 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,575 ล้านบาท) ทว่าผลงานไม่เปรี้ยงปร้างดังใจแฟนบอล ลงสนาม 40 นัดทุกรายการ ยิงแค่ 14 ลูก

การเข้ามาช่วงแรกของ โมราต้า ทำท่าไปได้สวยเมื่อยิงไป 7 ประตูจาก 8 นัดแรกที่ย้ายมา ทว่าเมื่อเจออาการบาดเจ็บที่แผ่นหลังเล่นงานเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็ฉุดรั้งฟอร์มล่าตาข่ายที่ยอดเยี่ยมไปด้วยจนทำให้ไม่สามารถช่วยทีมได้เต็มที่

“ทุกอย่างไปได้สวยมากกระทั่งผมเกิดเจ็บหลังขึ้นมา” โมราต้า กล่าวต่อ “ผมเล่นพร้อมกับอาการบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันคงดีกว่าถ้าผมคิดจะหยุดเอาไว้ แต่ผมอยากลงสนามกับเพื่อนๆ ทำเพื่อสโมสรและแฟนบอล”

“ปีแรกมันควรเริ่มต้นแบบสวยงามกว่านี้ แต่เรายังมีเกมให้เล่นอีกจำนวนหนึ่ง และเรายังมีโอกาสเป็นแชมป์ เอฟเอ คัพ ด้วย ต้องมาดูกัน” แข้งชาวสแปนิช กล่าว

สเปอร์ส vs แมนฯ ซิตี้

แมตช์ พรีวิว สเปอร์ส vs แมนฯ ซิตี้ ( พรีเมียร์ลีก )

วันเสาร์ที่ 14 เมษายน 2561

เวลา 01.45 น. ถ่ายทอดสด beIN Sports1

ผลการพบกันล่าสุด

17/12/2017 แมนฯ ซิตี้ 4 – 1 สเปอร์ส

30/07/2017 แมนฯ ซิตี้ 3 – 0 สเปอร์ส

ความพร้อมและสภาพทีม

สเปอร์ส

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือ ไก่เดือยทอง พาทีมเกาะอยู่อันดับ 4 มีโอกาสได้พื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สูงมาก เพราะทิ้งอันดับ 5 อย่าง เชลซี ถึง 10 แต้มโดย สเปอร์ส ชนะมา 6 เกมติดต่อกันในลีก และไม่แพ้ใครมา 14 นัดแล้วด้วย ฟอร์มล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน บุกไปชนะ สโต๊ค หวุดหวิด 2-1

สภาพทีมของ สเปอร์ส ถือว่าเกือบดีเยี่ยมเลย จะขาดไปก็แค่ แฮร์รี่ วิงค์ส มิดฟิลด์ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษที่เจ็บข้อเท้าไม่พร้อมสำหรับเกมนี้ เช่นเดียวกับ ไคล์ วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส กองหลังดาวรุ่งตัวสำรองที่ไม่น่าจะฟิตสำหรับแมตช์นี้เช่นกัน ในรายของ แดนนี่ โรส เองก็ต้องลุ้นความฟิตก่อนว่าจะพร้อมลงสนามหรือไม่ ทว่าในระยะหลังๆ พอช ก็ใช้ เบ็น เดวิส เป็นตัวจริงในเกมสำคัญๆตลอด

แมนฯ ซิตี้

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พาทีม เรือใบสีฟ้า โชว์ฟอร์มแกว่งในช่วงนี้โดยแพ้ 3 นัดติดต่อกันในทุกรายการแต่พวกเขายังนำโด่ง 13 แต้ม และต้องการชนะอีก 2 ครั้งเพื่อการันตีการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ โดยฟอร์มในลีกเมื่อสัปดาห์ก่อน แมนฯซิตี้ แพ้ แมนฯยูฯ 1-2 ในเกม ดาร์บี้ แมตช์ ที่ เอติฮัต สเตเดี้ยม

นัดนี้ แฟร์นานดินโญ่ จะลงสนามไม่ได้แน่นอน เนื่องจากติดโทษแบน 2 เกมเพราะได้รับใบเหลืองครบ 10 ใบจากพรีเมียร์ลีก 7, ลีก คัพ 2 และ เอฟเอ คัพ อีก 1 แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ ที่เจ็บเข่าก่อนหน้านี้ก็ใกล้ที่จะคัมแบ็กแล้ว แต่เกมที่ เวมบลีย์ นี่ยังเร็วเกินไปสำหรับเขา ต้องนั่งดูเพื่อนเล่นไปก่อน

นอกจากนี้ทีมต้องดูความฟิตของ จอห์น สโตนส์ กองหลังทีมชาติอังกฤษด้วย โดยเขาพลาดเกมกับ แมนฯยูฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน รวมทั้งกับ ลิเวอร์พูล ในกลางสัปดาห์ด้วย

ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

สเปอร์ส (4-2-3-1) : อูโก้ โยริส – คีแรน ทริปเปียร์, ดาวินซอน ซานเชซ, แยน แฟร์ต็องเก้น, เบน เดวิส – เอริก ดายเออร์, มูซ่า เด็มเบเล่ – คริสเตียน เอริคเซ่น, เดเล่ อัลลี่, ซน ฮึง-มิน – แฮร์รี่ เคน

แมนฯซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แว็งซ็อง ก็อมปานี, นิโกล่าส์ โอตาเมนดี้, ฟาเบียน เดล์ฟ – เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา – ราฮีม สเตอร์ลิง, กาเบรียล เชซุส , ลีรอย ซาเน่

ผู้ตัดสิน : โจนาธาน มอสส์

ความน่าจะเป็นของเกม

เป็นเกมที่สูสีกันมาก สเปอร์ส กำลังท็อปฟอร์มเพราะชนะมา 6 เกมติดต่อกันในลีก และเล่นที่ เวมบลีย์ ดีจัดเลย แฮร์รี่ เคน, เดเล่ อัลลี่, คริสเตียน เอริกเซ่น, ซน เฮือน มินฯลฯ การเข้าทำไว้ใจได้ ขณะที่ทีมเยือนไม่มี แฟร์นานดินโญ่ น่าจะส่งผลต่อจังหวะในแดนกลางไม่น้อย นาทีนี้ แมนฯซิตี้ เล่นอย่างขาดความมั่นใจ มีโอกาสที่พวกเขาจะกลับบ้านมือเปล่าไม่น้อยเลย แต่ก็คงจะซัดกันสนุกตามสไตล์บอลของทั้งสองทีมโอกาสจบด้วยการเสมอสกอร์สูงมีค่อนข้างมาก

ผลการแข่งขันที่คาด : เสมอ 3 – 3

ชิรูด์ ฮีโร่ลงเหมาสองพาสิงห์บลูรัวสามลูก

โอลิวิเยร์ ชีรูด์ ศูนย์หน้า เชลซี สวมบทซูเปอร์ซับ เหมา 2 ประตู แซงเอาชนะ เซาแธมป์ตัน หวุดหวิด 3-2 ศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ที่สนาม เซนต์ แมรี วันเสาร์ที่ 14 เมษายน

พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ 2017-18
เซาแธมป์ตัน 2-3 เชลซี

อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือ เชลซี ส่ง อัลบาโร โมราตา ยืนศูนย์หน้าตัวเป้า ประสานงาน เอเดน อาซาร์ และ วิลเลียน ล่าตาข่าย เซาแธมป์ตัน ที่ต้องการคะแนน เพื่ออยู่รอดระดับลีกสูงสุด

เซาแธมป์ตัน เล่นแบบอดทน รอคอยโอกาสจากเกมสวนกลับ สร้างเซอร์ไพรส์นาที 21 ปิแอร์-เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก แทงทะลุฝั่งซ้าย ไรอัน เบอร์ทรานด์ กระชากไปสุดเส้นหลัง แล้วหักเข้ากลางให้ ดูซาน ทาดิช แปง่ายๆ ขึ้นนำ 1-0 เชลซี ยังหาช่องเจาะลำบาก แถมเกือบเสียเพิ่มนาที 38 เชน ลอง กดเรียดด้วยขวานอกเขต และ ทาดิช ตามซ้ำ ธิโบต์ คูร์ตัวส์ นายทวาร ป้องกันไว้ได้ทั้งหมด

สู้กันต่อครึ่งหลัง ทีมของ มาร์ค ฮิวจ์ส พลาดโอกาสทอง นาที 54 ปิแอร์-เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก วางยาวโต้กลับให้ เชน ลอง หลุดเดี่ยว ม้วนหนี อันเดรียส คริสเตนเซน แล้วยิงด้วยซ้ายโดนไม่เต็ม แต่เกือบกลายเป็นดี ย้อยจะเสียบสามเหลี่ยม ธิโบต์ คูร์ตัวส์ ปัดทิ้งออกหลัง อย่างไรก็ตาม นาที 60 เจมส์ วอร์ด-พราวส์ โยนฟรีคิกกราบขวาโค้งมาเสาสองให้ แยน เบดนาเร็ก แปย้อนศรเสียบมุม ทิ้งห่าง 2-0

แชมป์เก่า เร่งบุกเต็มสูบ นาที 70 เชส ฟาเบรกัส ฉวยโอกาสเล่นฟรีคิกเร็ว ไหลออกซ้าย มาร์กอส อลอนโซ ตั้งป้อมโยนให้ โอลิวิเยร์ ชีรูด์ ตัวสำรอง ขวิดเบียดเสาแรก ไล่มาเป็น 1-2 จากนั้นนาที 75 วิลเลียน สับขาหลอก กระชากหนี เซดริค โซอาเรส แล้วเปิดเรียดจากซ้ายให้ เอเดน อาซาร์ แต่งหนึ่งครั้ง ก่อนอัดด้วยซ้ายตาข่ายแทบขาด ตีเสมอ 2-2

“สิงโตน้ำเงินคราม” แซงนำ 3-2 แบบเหลือเชื่อ นาที 78 เอเดน อาซาร์ ตักโด่งจากซ้ายลึกถึงเสาสอง อันเดรียส คริสเตนเซน โหม่งตั้งเข้ากลาง โอริโอล โรเมอู กับ มายะ โยชิดะ ช่วยกันแต่เคลียร์ไม่ขาด โอลิวิเยร์ ชีรูด์ ยิงยัดด้วยซ้ายข้างถนัดซุกก้นตาข่าย จบเกม เชลซี เก็บเพิ่มเป็น 60 แต้ม จาก 33 นัด กวดอันดับ 4 ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เหลือ 7 แต้ม โดยลงเล่นมากกว่า ขณะที่ เซาแธมป์ตัน มี 28 แต้ม เท่าเดิม รั้งอันดับ 18

รายชื่อ 11 ตัวจริง
เซาแธมป์ตัน : อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี , มายะ โยชิดะ , เวสลีย์ ฮูดท์ , แยน เบดนาเร็ก , ปิแอร์-เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก , โอริโอล โรเมอู , ไรอัน เบอร์ทรานด์ , เซดริค โซอาเรส , เชน ลอง , ดูซาน ทาดิช , เจมส์ วอร์ด-พราวส์

เชลซี : ธิโบต์ คูร์ตัวส์ , แกรี เคฮิลล์ , อันเดรียส คริสเตนเซ

คูตี้ จ่ายสอง บาร์ซ่าเชือดค้างคาวสร้างสถิติไร้พ่าย 39 นัด

บาร์เซโลนา สร้างสถิติไร้พ่ายยาวนานสุดของศึก ลา ลีกา สเปน เอาชนะ “ไอ้ค้างคาว” บาเลนเซีย แบบหวุดหวิด 2-1 จากประตูของ หลุยส์ ซัวเรซ กับ ซามูเอล อุมติตี ที่สนาม คัมป์ นู คืนวันเสาร์ที่ 14 เมษายน

ลา ลีกา สเปน 2017-18
บาร์เซโลนา 2-1 บาเลนเซีย

เออร์เนสโต บัลเบร์เด เทรนเนอร์ บาร์เซโลนา ดร็อป อูสมาน เดมเบเล นั่งสำรอง ส่ง หลุยส์ ซัวเรซ ยืนศูนย์หน้าตัวเป้า ประสานงาน ลิโอเนล เมสซี และ ลิโอเนล เมสซี ล่าตาข่าย บาเลนเซีย ที่มี โรดริโก , ซานติ มินา และ กอนซาโล กูเอเดส เป็นความหวังแนวรุก

เริ่มเกมมา 4 นาที บาเลนเซีย ทักทายน่ากลัว กอนซาโล กูเอเดส ปั่นด้วยขวานอกเขต โค้งจะเสียบมุมด้านขวา มาร์ค-อังเดร แตร์ สเตเกน นายทวาร เหินปัดไว้ได้ อย่างไรก็ตาม บาร์เซโลนา ปลดล็อกนาที 15 ฟิลิปเป คูตินโญ ดีดทะลุทางขวาให้ หลุยส์ ซัวเรซ แปตามน้ำยัดเสาแรก ขึ้นนำ 1-0

ยักษ์ใหญ่แห่งคาตาลัน เจอกดดันจนเกือบเสียท่า นาที 24 มาร์ค-อังเดร แตร์ สเตเกน จ่ายบอลพลาด ทำให้ คาร์ลอส โซแลร์ เบิ้ลถวายพานแก่ โรดริโก สับไกด้วยขวาเน้นๆ เคราะห์ดียังแก้ตัวปัดชนคาน

สู้กันต่อครึ่งหลัง “ลอส เชส” น่าทวงคืนแบบสุดๆ นาที 49 ซานติ มินา ฉกบอลจาก ซามูเอล อุมติตี เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ไหลนิ่มๆ ให้ โรดริโก ยิงสวน มาร์ค-อังเดร แตร์ สเตเกน กำลังจะข้ามเส้นประตู เกราร์ด ปิเก ตามมาเคลียร์ไว้ทัน จากนั้นนาที 51 รองแชมป์เก่า ทิ้งห่าง 2-0 ฟิลิปเป คูตินโญ เปิดเตะมุมฝั่งขวาให้ อุมติตี โหม่งกดลงพื้นเสียบเสาแรก

เกมผลัดกันรุกและรับ เข้าสู่นาที 70 “บาร์ซา” ชวดตอกฝาโลง ลิโอเนล เมสซี เลื้อยเจาะเขตโทษฝั่งซ้าย ตวัดโด่งไปเสาสองให้ อันเดรส อิเนียสตา เอี้ยวตัววอลเลย์ด้วยซ้าย เนโต นายทวาร ต้องทุบทิ้ง กลายเป็น “ไอ้ค้างคาว” จุดประกายความหวัง นาที 86 อูสมาน เดมเบเล ตัวสำรอง เสียบ โฆเซ กายา ล้มลง ผู้ตัดสินเป่าจุดโทษ ดานี ปาเรโฆ ยิงลอดแขน มาร์ค-อังเดร แตร์ สเตเกน ไล่มาเป็น 1-2 แต่สายเกินไป

จบเกม บาร์เซโลนา สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น 39 เกมรวด รวมฤดูกาลที่แล้ว แซง รีล โซเซียดัด ที่ทำไว้ 38 เกม เก็บเพิ่มเป็น 82 แต้ม จาก 32 นัด ทิ้งห่างอันดับ 2 แอตเลติโก มาดริด 14 แต้ม โดยลงเล่นมากกว่า 1 นัด ขณะที่ บาเลนเซีย มี 65 แต้ม เท่าเดิม รั้งอันดับ 3 เหนือ รีล มาดริด แชมป์เก่า 1 แต้ม

รายชื่อ 11 ตัวจริง
บาร์เซโลนา : มาร์ค-อังเดร แตร์ สเตเกน , ซามูเอล อุมติตี , เกราร์ด ปิเก , ฆอร์ดี อัลบา , เซร์กี โรแบร์โต , เปาลินโญ , เซร์คิโอ บุสเกตส์ , อันเดรส อิเนียสตา , ฟิลิปเป คูตินโญ , หลุยส์ ซัวเรซ , ลิโอเนล เมสซี

บาเลนเซีย : เนโต , กาเบรียล เปาลิสตา , เอซกิเอล การาย , โฆเซ กายา , รูเบน เวโซ , เจฟฟรีย์ คอนด็อกเบีย , ดานี ปาเรโฆ , กอนซาโล กูเอเดส , คาร์ลอส โซแลร์ , โรดริโก , ซานติ มินา

สามประสาน SMF จัดให้หงส์เปิดบ้านอัดบอร์นมัธสบายๆ 3-0

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ได้ประตูจาก ซาดิโอ มาเน, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต เฟอร์มิโน เอาชนะ “เดอะ เชอร์รีส์” บอร์นมัธ ขาดลอย 3-0 ศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ที่สนาม แอนฟิลด์ คืนวันเสาร์ที่ 14 เมษายน

พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ 2017-18
ลิเวอร์พูล 3-0 บอร์นมัธ

เจอร์เกน คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ส่ง โรแบร์โต เฟอร์มิโน รับบทศูนย์หน้าตัวเป้า ประสานงาน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน ล่าตาข่าย บอร์นมัธ ที่มี เจอร์เมน เดโฟ หัวหอกจอมเก๋า กับ โจชัว คิง เป็นความหวังแนวรุก

ลิเวอร์พูล บุกหนักตั้งแต่ต้น ใช้เวลาแค่ 7 นาที ขึ้นนำ 1-0 จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม วางยาวเจาะตรงกลางให้ ซาดิโอ มาเน สะบัดโล่งๆ ติดเซฟ อัสเมียร์ เบโกวิช นายทวาร แล้วตามซ้ำดาบสอง จากนั้นก็ยังกดดันต่อเนื่อง ขาดเพียงโอกาสลุ้นประตูแบบจะแจ้ง

บดอยู่นาน สาวก “เดอะ ค็อป” เริ่มอุ่นใจนาที 68 เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ บรรจงหยอดจากริมเส้นฝั่งขวา น้ำหนักพอดิบพอดีให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ โหม่งย้อยๆ ข้ามมือ อัสเมียร์ เบโกวิช เสียบมุมเสาไกล หนีไปเป็น 2-0

บอร์นมัธ น่าตีไข่แตกแบบสุดๆ นาที 82 จากความผิดพลาดของ เดยัน ลอฟเรน เคลียร์บอลไม่พ้นเขตโทษ ทำให้ แดน กอสลิง ยิงสวนเน้นๆ ลอริส คาริอุส นายทวาร ช่วยเซฟไว้ได้ จากนั้นนาที 90 “เดอะ เรดส์” ตอกฝาโลงสนิท อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ป้ายออกซ้ายให้ โรแบร์โต เฟอร์มิโน ยิงเรียดเบียดเสาแรก ทิ้งห่าง 3-0

จบเกม ลิเวอร์พูล เก็บเพิ่มเป็น 70 แต้ม จาก 34 นัด อยู่อันดับ 3 เหนือกว่าอันดับ 5 เชลซี 10 แต้ม โดยลงสนามมากกว่า 1 นัด ขณะที่ บอร์นมัธ มี 38 แต้ม เท่ากับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แต่ผลต่างลูกได้-เสียน้อยกว่า รั้งอันดับ 11

รายชื่อ 11 ตัวจริง
ลิเวอร์พูล : ลอริส คาริอุส , เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ก , เดยัน ลอฟเรน , แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน , เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ , จอร์แดน เฮนเดอร์สัน , อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน , จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม , โรแบร์โต เฟอร์มิโน , ซาดิโอ มาเน , โมฮาเหม็ด ซาลาห์

บอร์นมัธ : อัสเมียร์ เบโกวิช , นาธาน อาเก , สตีฟ คุก , ชาร์ลี แดเนียลส์ , ไซมอน ฟรานซิส , ลูอิส คุก , แดน กอสลิง , จอร์ดอน ไอบ์ , ไรอัน เฟรเซอร์ , เจอร์เมน เดโฟ , โจชัว คิง